จังหวัดน่าน ทำพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงภูคา และน้อมรำลึกถึงเจ้าเมืองวรนคร(ปัว) ในอดีต

0
102

  นายชนาธิป เสมแย้ม นายอำเภอปัว เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงภูคา เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลถวายเจ้าหลวงภูคา และเป็นการน้อมรำลึกถึงเจ้าเมืองวรนครในอดีต บริเวณศาลเจ้าหลวงภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้าประชาชนชาวจังหวัดน่าน ที่เลื่อมใสศรัทธาต่อเจ้าหลวงภูคา เข้าร่วมพิธีกว่า 500 คน ท่ามกลางบรรยกาศป่าดอกชมพูภูคา ที่บานสะพรั่งตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

     ตามตำนานพงศาวดารเมืองย่าง (เมืองย่างมีพื้นที่ครอบคลุมตำบลศิลาเพชร ตำบลยม ตำบลจอมพระ ตำบลอวน ในปัจจุบัน) บันทึกไว้ว่า เจ้าหลวงพญาภูคา เดิมเป็นชาวเมืองเงินยาง (สันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรหิรัญเงินยาง หรืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 พญาภูคา และชายา ชื่อนางพญาจำปา หรือแก้วฟ้า พร้อมด้วยราษฏรประมาณ 220 คน ได้อพยบจากเมืองเงินยางลงมาทางใต้ มาหยุดพักตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ที่ห้วยเฮี้ย(น้ำกูน) ปัจจุบัน ต.ศิลาเพชร แล้วให้ราษกรเหล่านั้นไปสำรวจพื้นที่ดูว่า ที่ไหนเห็นสมควรที่จะตั้งเมืองได้ ราษฏรเหล่านั้นได้เดินไปสำรวจจนถึงเมืองล่าง(ปัจจุบัน ต.ศิลาเพชร) ในเมืองล่างแห่งนี้ได้มีพวกเขมรมาก่อตั้งเมืองอยู่ก่อนแล้ว และเป็นเมืองที่ร้างไปคงเหลืออยู่ขณะนั้นหมู่บ้านเดียว คือ บ้านกำปุง หรือบ่อตอง (ปัจจุบันคือ บ้านป่าตอง) มีประมาณ 40 หลังคาเรือน พลเมืองส่วนมาก เป็นชนเผ่า ลัวะ หรือเขมร ซึ่งเขมรได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นมา ตั้งชื่อว่าวัดมณี ขณะนี้เป็นวัดร้างไปแล้ว คงเหลือแต่ซากอิฐผุพังให้เห็นเท่านั้น เจ้าหลวงภูคาได้ขยายอาณาเขตการปกครอง โดยส่งราชบุตรบุญธรรมสององค์ คือ เจ้าขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี หลวงพระบาง ส่วนเจ้าขุนฟองผู้น้อง ไปสร้างเมืองวรนครเมืองปัว  ต่อมาในสมัยพญาการเมือง หลานเจ้าหลวงพญาภูคาได้ย้ายเมืองจากวรนคร ไปสร้างเมืองที่เวียงภูเพียงแช่แห้ง เมื่อปี พ.ศ. 1902 และได้ย้ายเมืองอีกครั้งไปสร้างที่บ้านห้วยใคร้ หรือเมืองน่าน สืบต่อมาถึงปัจจุบัน

ที่มา.. https://region3.prd.go.th/topic/news/4824

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here